ปราสาทพระขรรค์

Print

 

 

 

พระเจ้าชัยวรมันที่ 7 นับว่าเป็นมหาราชที่ยิ่งใหญ่ นอกจากจะทรงสร้างปราสาทต่างๆ ขึ้นมากมายเพื่อใช้เป็นที่ประกอบพิธีทางพุทธศาสนาแล้วพระองค์ยังทรงให้ความ สำคัญกับด้านสาธารณสุขด้วย ด้วยการสร้างอโรคยศาลาถึง 102 แห่ง ในบรรดาปราสาทต่างๆ ที่ถูกสร้างขึ้นในรัชสมัยของพระองค์ต้องยกให้ปราสาทพระขรรค์เป็นโครงการที่ ยิ่งใหญ่ที่สุด ในรัชสมัยของพระองค์มีราชครูกว่าหนึ่งพันคนปราสาทแห่งนี้จึงใช้เป็น มหาวิทยาลัยแห่งพระพุทธศาสนาก็ว่าได้ เช่นเดียวกับปราสาทตาพรหมก็เป็นปราสาทที่สร้างให้เป็นวัดในพระพุทธศาสนาเช่น กัน

บริเวณที่สร้างปราสาทพระขรรค์ ถูกขนาดนามว่าเป็นทะเลแห่งเลือด เพราะในบริเวณนี้เคยเป็นสมรภูมิรบระหว่างพวกขอมที่อยู่ในเมืองพระนครและพวกจาม ศึกสงคราครั้งนั้นทำให้ขอมชนะจาม จึงเรียกปราสาทแห่งนี้ว่าปราสาทชัยศรี เพื่อเป็นอนุสรณ์สถานของพระองค์ ซึ่งมีปรากฏอยู่ในจารึกในปราสาทพระขรรค์ ต่อมาเปลี่ยนชื่อเป็นปราสาทพระขรรค์ อันหมายถึงพระแสงดาบที่ทำให้พระเจ้าชัยวรมันที่ 7 ชนะอริราชศัตรู
พระเจ้าชัยวรมันที่ 7 ทรงสร้างปราสาทพระขรรค์นี้เพื่ออุทิศให้แก่พระราชบิดา โดยสร้างหลังจากที่พระองค์ทรงสร้างปราสาทตาพรหมเพื่ออุทิศให้แก่พระราชมารดาแล้ว 5 ปี

เสานางเรียง ทางเข้าปราสาททั้งด้านทิศตะวันตกและทิศตะวันออกของปราสาทพระขรรค์ สองฟากฝั่งมีเสานางเรียงเป็นแถวยาว ระยะทางประมาณ 300 เมตร


 

รูปสลักนูนสูงครุฑที่กำแพง กำแพงทางเข้าปราสาทมีประติมากรรมที่สวยงาม ได้แก่รูปสลักนูนสูงเป็นรูปครุฑขนาดสูงเท่าตัวกำแพงศิลาแลงหรือประมาณ 3 เมตร ครุฑใช้มือทั้งสองจับหางนาค ส่วนขาของครุฑทั้งสองข้าง ก็จับลำตัวของนาค ประติมากรรมนี้จะพบเห็นได้ที่ด้านข้างโคปุระที่กำแพงปราสาททั้งสี่ทิศ

 

 

ต้นสะปง ที่โคปุระด้านทิศตะวันออกของระเบียงคต มีรากของต้นสะปงขนาดใหญ่ปกคลุมตั้งแต่หลังคาของระเบียงคต รากของมันจะชอนไชมายังเสาหินค้ำยันก่อนลงสู่พื้นดิน ลำตัวมีความสูงกว่า 20 เมตร แผ่กิ่งก้านสาขาแตกแขนงออกไปทั่ว เป็นที่นิยมถ่ายภาพของนักท่องเที่ยว ลักษณะคล้ายกับปราสาทตาพรหม

อาคารโรมัน ถัดมาจากด้านซ้ายของโคปุระทางด้านทิศตะวันออก มีอาคาร 2 ชั้น ลักษณะของเสาทั้งหมดเป็นเสากลม คล้ายทรงโรมัน ความสูงของเสานี้ประมาณ 3 เมตร ทั้งชั้นบนและชั้นล่าง ยังสันนิษฐานไม่ได้ว่าถูกสร้างมาเพื่อจุดประสงค์ใด

 

 

 

ภาพสลักต่างๆ ที่หน้าบันและทับหลัง เกี่ยวข้องกับศาสนาฮินดู มีให้เห็นโดยทั่วไป เช่น ภาพสลักพระนารายณ์บรรทมสินธุ์ ภาพการกวนเกษียรสมุทร ภาพการรบระหว่างทัพลิงกับยักษ์ ส่วนรูปีวนางอัปสรตามกรอบประตูและกำแพงด้านในก็มีให้เห็นทั่วไป ส่วนภาพสลักที่เป็นคติธรรมทางพุทธศาสนาถูกสกัดดัดแปลงหรือกระเทาะทิ้งออกไป เป็นส่วนใหญ่ ภาพพระพุทธรูปที่ยังคงพบเห็นเหลืออยู่เพียงที่เดียว ได้แก้ เสานางเรียงหน้าโคปุระกำแพงทิศตะวันออกของปราสาท ซึ่งไม่ได้ถูกกระเทาะออกไป เชื่อว่าพระเจ้าชัยวรมันที่ 8 ทรงเป็นผู้บัญชาให้ดัดแปปลงปราสาทแห่งนี้เข้ากับศาสนาฮินดู ซึ่งพระองค์ทรงนับถือแทนสัญลักษณ์ของศาสนาพุทธในยุคของพระเจ้าชัยวรมันที่ 8
สะพานนาคราช โคปุระที่จะนำไปสู่กำแพงด้านทิศตะวันตก จะพบประติมากรรมลอยตัวอสูรฉุดนาคและเทวดาฉุดนาคเป็นแนวยาวกว่าร้อยเมตร โดยทั่วไปเราเรียกบริเวณนี้ว่าสะพานนาคราช จากสะพานนาคราชจะพบทางดำเนินซึ่งทั้งสองข้างทางนี้ประกอบด้วยเสานางเรียง อยู่ตลลอดระยะทางกว่า 300 เมตร