วัดม้าขาว ไป๋หม่าซื่อ (วัดพุทธสมัยสามก๊ก)

Print

 

ตำนานความเป็นมาของ ไป๋หม่าซื่อ หรือ วัดม้าขาว

          ตำนานความเป็นมาของ ไป๋หม่าซื่อ หรือ วัดม้าขาว นั้นเกิดขึ้นเมื่อ คืนหนึ่งเมื่อเกือบสองพันปีก่อน ฮ่องเต้ฮั่นหมิงตี้ ครองราชย์ในช่วง ค.ศ.58-75) แห่งราชวงศ์ฮั่นตะวันออก ทรงพระสุบิน (ฝัน)ไปว่ามีบุรุษทองคำเหาะไปทางทิศตะวันตก เมื่อพระองค์ตื่นขึ้นจึงสอบถามกับขุนนางว่า ฝันเช่นนี้มีความหมายว่าอย่างไร ขุนนางผู้หนึ่งจึงตอบไปว่าทางทิศตะวันตกมียอดคนถือกำเนิดขึ้น เมื่อได้ยินเช่นนั้นพระองค์จึงรับสั่งให้ขุนนางสิบกว่าคนออกเดินทางไปยังทิศ ตะวันตกเพื่อเสาะหายอดคนผู้นั้น

 

 

            เมื่อ ขุนนางเดินทางไปถึงดินแดนที่ปัจจุบันคือ อัฟกานิสถาน จึงได้พบกับพระสงฆ์สองรูป คือ พระกาศยปมาตังคะ (เส้อม๋อเถิง) และ พระธรรมรักษ์ (จู๋ฝ่าหลาน) โดยพระสงฆ์สองรูปนี้นำพระคัมภีร์และพระพุทธรูป มาด้วยจำนวนหนึ่ง ดังนั้น บรรดาขุนนางราชวงศ์จึงนิมนต์พระสงฆ์สองรูป และใช้ 'ม้าขาว' บรรทุกพระคัมภีร์และพระพุทธรูป มายังนครหลวงในขณะนั้น ซึ่งก็คือ เมืองลั่วหยาง

            ด้าน ฮ่องเต้ฮั่นหมิงตี้ เมื่อพบทราบเข้าก็พอพระทัยอย่างมาก และรับสั่งให้มีการสร้างวัดขึ้นที่ด้านนอกของประตูเมืองหย่งเหมิน นครลั่วหยาง โดยให้ชื่อวัดแห่งนี้ว่า "วัดม้าขาว"

           วัดม้าขาวถือว่าเป็นปฐมสังฆาราม หรือ วัดพุทธแห่งแรก ในประเทศจีน โดยกว่า 2,000 ปีที่ผ่านมา วัดแห่งนี้ผ่านร้อนผ่านหนาวมามากมาย ผ่านยุคสมัยรุ่งเรือง และร่วงโรยของพุทธศาสนาในประเทศจีนมาก็มาก กระทั่งปัจจุบัน อารามที่เห็นอยู่ในปัจจุบันนั้นต่างก่อสร้างขึ้นในสมัยหมิงและชิงทั้งสิ้น โดย วิหารพระใหญ่ (เป็นสิ่งก่อสร้างหลักของวัด

            อีก 300 ปีต่อมา ใน พ.ศ. 942 เป็นยุคราชวงศ์จิ้น มีหลวงจีนรูปหนึ่งชื่อฟาเหียนได้เดินทางโดยทางเรือไปอินเดียเพื่อศึกษาพุทธศาสนาเพิ่มเติม ในยุคนั้น ศาสนาพุทธในประเทศอินเดียกำลังรุ่งเรืองมาก โดยใช้เวลาอยู่ 15 ปี จึงได้กลับมาพร้อมด้วยพระไตรปิฎก

            พ.ศ. 1070 เป็นยุคเริ่มต้นของราชวงศ์เหลียง มีพระภิกษุจากอินเดียเดินทางมาประเทศจีน พระภิกษุรูปนี้ชาวจีนเรียกท่านว่าตั๊กม้อโจ๊วซือสำหรับผู้ที่ชอบดูหนังกำลังภายใน ก็คงคุ้นเคยกับปรมาจารย์ตั๊กม้อเป็นอย่างดี ตั๊กม้อ คำนี้ ชาวบ้านบางพื้นที่แปลตรงตัวว่า ผมพิษ หมายถึง ผมดกมาก เพราะท่านเป็นแขกนั่นเอง แต่ในทางวิชาการ ตั๊กม้อมาจากชื่ออินเดียของท่านว่า ตมะ ปรมาจารย์ตั๊กม้อนี้ จึงมีตัวตนอยู่จริงในประวัติศาสตร์จีน โดยท่านได้ชื่อว่าเป็นต้นกำเนิดนิกายเซนในประเทศจีน เพราะเป็นผู้นำการวิปัสสนาและการบำเพ็ญฌานสมาบัติมาเผยแพร่ และเป็นผู้วางระเบียบแบบแผนประเพณีนิยมทางพุทธศาสนาในประเทศจีน ที่ยังคงสืบเนื่องมาจนถึงทุกวันนี้

 

       จวบจน พ.ศ. 1172 เป็นสมัยพระเจ้าถังไท้จง แห่งราชวงศ์ถัง หลวงจีนเสวียนจั้ง (หรือ พระถังซำจั๋ง) ได้เดินทางไปจาริกแสวงบุญในอินเดีย โดยท่านเลือกเดินทางเท้าผ่านทะเลทรายโกบี ผ่านแคว้นซินเกียง ข้ามภูเขาหิมาลัย ผ่านประเทศอาฟกานิสถาน ที่สุดก็เข้าถึงประเทศอินเดีย ซึ่ง ท่านได้เดินทางไปจนทั่วอินเดีย ใช้เวลาทั้งหมดศึกษาพระพุทธศาสนาและคัดลอกพระไตรปิฎก แล้วจึงเดินทางกลับประเทศจีน โดยผ่านประเทศเนปาล เมืองซินเกียงและทะเลทรายโกบี รวมเวลาทั้งหมด 16 ปี

 

          เมื่อกลับมาอยู่ ที่ประเทศจีน ท่านก็ได้เริ่มแปลพระคัมภีร์สูตรต่างๆ จากภาษาสันสกฤตเป็นภาษาจีนอยู่หลายปี จนเสร็จสมบูรณ์ได้เป็นหนังสือรวม 1,335 หมวดหมู่ ที่ชาวจีนยังคงใช้และนับถือตราบทุกวันนี้ ซึ่ง ในยุคของราชวงศ์ถังเป็นช่วงที่พระพุทธศาสนาในประเทศ จีนเจริญรุ่งเรืองที่สุด นาม พระถังซำจั๋งของหลวงจีนเสวียนจั้ง ก็เป็นฉายาที่ตั้งขึ้นเพื่อเป็นเกียรติแก่ราชวงศ์ถังนั่นเอง