
เมื่อพูดถึงวัดดังในประเทศญี่ปุ่นแล้ว คงจะหนีไม่พ้นวัดอาซากุสะ หรือที่คนญี่ปุ่นเรียกว่าเซนโซจิ ที่ว่ากันว่าถ้ามาโตเกียวแล้วไม่ได้มาวัดนี้ถือว่ามาไม่ถึงกันเลยทีเดียว ซึ่งสัญลักษณ์ของวัดนี้ที่คนนิยมมาถ่ายรูปกันก็คือ โคมไฟสีแดงขนาดใหญ่ที่เขียนตัวอักษรคันจิว่า แปลว่า ประตูสายฟ้า วัดอาซากุสะนั้นตั้งอยู่บล็อกที่สองของย่านอาซากุสะในเขตไตโต จังหวัดโตเกียว วิธีมาง่ายที่สุดก็คือให้ขึ้นรถไฟ Subway สายอาซากุสะ เส้นสีชมพูโอรส หรือสายกิงซ่า เส้นสีเหลืองส้ม มาลงที่สถานีอาซากุสะได้เลย
วัดอาซากุสะเป็นวัดในศาสนาพุทธ แต่เดิมนั้นเป็นวัดของนิกายเทนได ต่อมาในสมัยหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 ได้ถูกจัดให้เป็นวัดหนึ่งในอารามชั้นเอกของนิกายอวโลกิเตศวร มีพระอวโลกิเตศวรหรือเจ้าแม่กวนอิมเป็นพระประธาน และถูกจัดให้เป็นวัดอันดับที่ 1 ของการจาริกบูชาเจ้าแม่กวนอิมในเอโดะ 33 แห่ง นอกจากนี้ยังเป็นวัดอันดับที่ 13 จาก 33 แห่ง ของการจาริกบูชาเจ้าแม่กวนอิมในเมืองบันโด คนญี่ปุ่นจะเรียกเจ้าแม่กวนอิมว่า “คันนน-ซามะ”

สิ่งแรกที่จะสามารถสังเกตได้เมื่อมาที่นี่ก็คือโคมไฟสีแดงขนาดใหญ่ที่เขียน ว่า 雷門 ซึ่งอยู่ด้านหน้าติดกับถนน โดยด้านข้างซ้ายขวานั้นจะมีเทพทวารบาลอย่างฟูจิน (เทพแห่งลม) และไรจิน (เทพสายฟ้า) ประทับอยู่ ส่วนทางด้านหลังของเทพทวารบาลทั้งสองจะมีรูปปั้นของมนุษย์ชายหญิงคู่หนึ่ง ว่ากันว่าเป็นมังกรจำแลงมา… คามินาริมง นั้น ถูกสร้างขึ้นตั้งแต่เมื่อไหร่ไม่มีหลักฐานปรากฎ มีแต่รายงานบันทึกความเสียหายจากการถูกไฟไหม้ในปี ค.ศ. 1865 หลังจากนั้นหนึ่งศตวรรษ (ประมาณปี 1960) ก็ได้ถูกบูรณะขึ้นมาอีกครั้งด้วยคอนกรีตเสริมใยเหล็ก ส่วนโคมสีแดงนั้นก็ได้รับมาจากประธานของบริษัทมัสซึชิตะเดงคิ นำมาถวายเพื่อแก้บนให้หายป่วยจากโรคภัย ในหนึ่งปีนั้นจะมีการยกโคมลูกนี้ไปเก็บด้วย 2 เหตุผลเท่านั้นคือ เนื่องในเทศกาลซานจะกับเมื่อมีพายุไต้ฝุ่นเข้าเท่านั้น

พอเดินผ่านคามินาริมงเข้ามาก็จะเจอ ถนนการค้านากามิเสะ ถนน นี้ถูกสร้างขึ้นในสมัยเอโดะตอนปลาย เพื่อเป็นย่านไว้สำหรับขายของที่ระลึกของเมืองเอโดะ นอกจากนี้ยังมีการพัฒนาพื้นที่บริเวณรอบๆวัดให้เป็นย่านการแสดงศิลปวัฒนธรรม ไม่ว่าจะเป็นโรงละคร สถานแสดงศิลปะต่างๆ ต่อมาในสมัยเมจิ จึงมีการปรับปรุงย่านการค้าให้เป็นระเบียบมากขึ้น โดยใช้วัสดุก่อสร้างที่มีความคงทน และในสมัยไทโช จึงได้มีการสร้างโรงละครโอเปร่าของอาซากุสะขึ้น ซึ่งเป็นที่สำหรับแสดงละครสมัยใหม่แห่งแรกในญี่ปุ่น
เมื่อเดินมาสุดถนนก็จะพบกับซุ้มประตูใหญ่อีกหนึ่งซุ้ม ซึ่งก็มีโคมกระดาษสีแดงลูกใหญ่แขวนอยู่อีกหนึ่งลูกเขียนว่า โคะบุเนะโจ ด้านซ้ายและขวาจะมีเทพทวารบาลคอยขับไล่สิ่งชั่วร้ายอีก 2 องค์ ที่ คนญี่ปุ่นเรียกว่า “อา-อุม” ส่วนด้านหลังซุ้มจะมีรองเท้าเชือกสานแบบโบราณขนาดยักษ์แขวนอยู่ฝั่งละข้าง เพื่อเป็นการข่มขู่สิ่งชั่วร้ายทั้งหลายว่านี่เป็นขนาดฝ่าเท้าของเทพทวารบาล

ซึ่งวัดอาซากุสะมีตำนานว่า…
วัดอาซากุสะได้ถูกสร้างขึ้นตั้งแต่สมัยจักรพรรดินีซุยโกะ ในปี ค.ศ. 628 ว่ากันว่ามีพี่น้องชาวประมงสองคนชื่อว่าฮามานาริ ฮิโนคุมะ และทาเกะนาริ ฮิโนคุมะอาศัยอยู่ในบริเวณแม่น้ำมิยาโต ปัจจุบันคือแม่น้ำสุมิดะ วันหนึ่งสองพี่น้องก็ได้ออกหาปลาดั่งเช่นทุกวัน แต่เมื่อทอดแหจับปลา กลับมีรูปสลักองค์เจ้าแม่กวนอิมติดขึ้นมา ซึ่งมีลักษณะเป็นองค์สีทองมีความยาว 1 ซึน 8 บุน ประมาณ 5.5 ซม. ทั้งสองจึงได้นำไปถวายพระชั้นผู้ใหญ่ประจำหมู่บ้านที่มีชื่อว่าฮาจิโนะนากา โทโมะ แล้วจึงออกบวชตามแรงศรัทธา ส่วนรูปสลักที่ได้มานั้นไม่เคยถูกเปิดเผยในที่สาธารณะเลย แต่ก็มีปรากฏในจดหมายเหตุทั้งพยานวัตถุที่อ้างอิงถึงยุคสมัยนั้นและบริบท ต่างๆที่สามารถเชื่อถือได้ ว่ากันว่าพระภิกษุบางรูปได้มีโอกาสเห็นรูปสลักนั้นด้วย
ในปี ค.ศ. 1923 ย่านการค้าอาซากุสะได้เกิดความเสียหายเพียงเล็กน้อยจากแผ่นดินไหวในโตเกียว แต่ว่าในปี ค.ศ. 1945 ช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 วัดอาซากุสะได้สูญเสียเจดีย์ 5 ชั้น และหอพระอวโลกิเตศวรไปจากการถูกโจมตีทางอากาศ หลังจากนั้นประชาชนจึงร่วมแรงร่วมใจกันบูรณะและฟื้นฟูบริเวณรอบๆวัดขึ้นมา ใหม่ด้วยความศรัทธาในเจ้าแม่กวนอิม แล้วจึงพัฒนาให้เป็นแหล่งท่องเที่ยวจนโด่งดัง

เมื่อเข้ามาในบริเวณวัดจะเห็นกระถางธูปขนาดใหญ่ตั้งอยู่กลางแจ้ง โดยความเชื่อว่าถ้าได้รับควันจากกระถางธูปนี้ติดตัวมาจะมีความโชคดี ฉะนั้นเราจะเห็นคนที่ไปสักการะเจ้าแม่กวนอิมไปยืนกวักเอาควันธูปเข้าตัวกัน เต็มพื้นที่กระถางธูปกันเลย และส่วนที่ศาลเจ้าจะขาดไม่ได้เลยก็คือบ่อน้ำขนาดใหญ่ที่มีความเชื่อว่าตั้ง ไว้สำหรับให้ผู้คนไว้ล้างชำระสิ่งสกปรก พอเสร็จจากตรงนี้แล้วก็เดินเข้าไปภายในอาคารเพื่อสักการะเจ้าแม่กวนอิมได้ เลย ส่วนรอบๆบริเวณวัดนั้นจะมีขายเครื่องรางของขลัง และมีเซียมซีแบบญี่ปุ่นให้เสี่ยงทายอยู่ด้วย

