
วัดนาริตะซังอันมีประวัติและธรรมเนียมสืบทอดมายาวนาน ใกล้สนามบินนาริตะเพียง 10 นาทีเท่านั้น
วัดที่เราอยากจะแนะนำในบทความนี้อยู่ใกล้สถานีรถไฟนาริตะเพียงเดิน 10 นาทีเท่านั้นเองครับ ตัววัดพุทธแห่งนี้มีบรรยากาศเคร่งขรึมซึ่งผิดกับรูปลักษณ์ที่ทันสมัยของสนามบินนานาชาตินาริตะ ลิบลับเลยทีเดียว วัดแห่งนี้มีชื่อเต็มๆว่าวัดพุทธนาริตะซังนั่นเองครับ ใครที่มีเวลาเหลือเฟือกว่าจะถึงเวลาไฟลท์ตัวเอง จะแวะไปสักการะที่วัดก่อนเดินทางเป็นการส่งท้ายก็ยังได้ว่าแล้วตามมาเลยครับ
ความเป็นมาของวัดนาริตะซังชินโชจิ
ประวัติศาสตร์รากฐานของวัดแห่งนี้ย้อนกลับไปยังสมัยเฮอัน (ช่วงปลายศตวรรษที่ 8)นั่นก็แปลว่าวัดแห่งนี้มีประวัติศาสตร์มายาวนานถึงกว่า 1,000 ปีเลยทีเดียว และพอถึงวันขึ้นปีใหม่ก็จะคลาคล่ำไปด้วยคนกว่าสามล้านคนที่มาสักการะขอพรปีใหม่ที่วัดแห่งนี้ทุกปีอย่างไม่ขาดสาย วัดแห่งนี้จึงมีจำนวนสาธุชนมากเป็นอันดับสองรองจากศาลเจ้าเมจิเท่านั้นเองครับและวัดแห่งนี้เป็นหนึ่งในสถานที่ขึ้นชื่อของย่านนาริตะเขาล่ะอาณาเขตของวัดกว้างขวางเสียจนยากจะเดินสำรวจได้ทั่วในวันเดียวเพราะมีอะไรให้ชมเพียบ สมกับเป็นประวัติศาสตร์ที่สั่งสมมายาวนานสมบัติล้ำค่าทางวัฒนธรรมเพียบ
วัดกว้างขวางแห่งนี้ อบอวลไปด้วยบรรยากาศสุดสง่างามจากโครงสร้างของสิ่งก่อสร้างที่ได้รับเลือกให้เป็นสมบัติล้ำค่าทางวัฒนธรรมนั่นเอง

สิ่งแรกที่ดึงดูดสายตาทุกคู่เมื่อมาถึงหน้าตัววัดก็คือประตูทางเข้าที่มีชื่อว่า โซมง ที่สร้างขึ้นในโอกาสเฉลิมฉลองครบรอบ 1,070 ปีหลังจากก่อตั้งวัด ว่าแล้วก็ก้าวเข้าไปในตัววัดซึ่งผ่านยุคผ่านสมัยมามากมายตั้งแต่ยุคเฮอันกันเลยดีกว่า

หลังจากผ่านประตูโซมงเข้าไปแล้ว สิ่งถัดไปที่คุณผู้อ่านจะเห็นคือประตูทางเข้าวัดที่สองมีชื่อเรียกว่า นิโอมง

ประตูบานนี้ก็เป็นอีกหนึ่งสมบัติล้ำค่าทางวัฒนธรรม ชื่อ นิโอ นี้มีความหมายถึงเทพเจ้าสององค์ที่คอยปกปักษ์รักษาสถานที่แห่งนี้ โดยจะยืนอยู่ขนานกับด้านข้างของประตู

ภาพที่เห็นตรงหน้าอาจทำให้คุณผู้อ่านนึกว่าตัวเองเดินทางย้อนเวลากลับไปในยุคอดีตได้ง่ายๆ ในตัววัดที่อบอวลไปด้วยความทรงภูมิมาแต่ช้านานแห่งนี้หลังจากขึ้นบันไดที่อยู่เบื้องหลังประตูนิโอมงไปแล้ว คุณผู้อ่านก็จะพบกับโบสถ์หลักของวัดนาริตะหซังอันเป็นจุดที่ผู้คนจำนวนมากมาเพื่อสวดมนต์อธิษฐาน คุณผู้อ่านสามารถเข้าไปภายในตัวโบสถ์เพื่อสวดมนต์ได้อีกด้วยนะ

ถัดมาเราจะเจอกับอาคารชื่อ ชะกะโด ซึ่งเคยเป็นโบสถ์หลักมาก่อนจะมีการสร้างโบสถ์ไดฮนโดที่เป็นโบสถ์หลักในปัจจุบัน

เมื่อเดินต่อไปตามทางหลังจากเจออาคารชะกะโดแล้ว คุณผู้อ่านก็จะมาถึงโคเมียวโดอันเป็นโบสถ์ที่เก่าแก่ที่สุดในพื้นที่วัดนี้ และเคยรับหน้าที่เป็นโบสถ์หลัก
ก่อนหน้าโบสถ์ชะกะโดด้วยครับ พอถึงช่วงเดือนพฤษภาคมจะมีการจัดแสดงละครโน แบบที่แสดงโดยมีกองไฟล้อมรอบเวทีเรียกว่า ละครทะคิงิโน คุณผู้อ่านบางคนที่อยากขอพรให้คนรักสามารถมาที่โบสถ์โคเมียวโดได้
เพราะโบสถ์นี้ขึ้นชื่อด้านนี้โดยเฉพาะล่ะครับ

ผ่านมาทั้ง 3 โบสถ์จะเห็นว่าที่วัดแห่งนี้มีสมบัติล้ำค่าทางวัฒนธรรมมากมายรอให้ได้ไปสัมผัสอยู่มากมาย และการได้มาสักการะที่วัดแห่งนี้ทำให้เรารู้สึกชื่นใจและจิตใจสงบได้อย่างน่าอัศจรรย์ใจเลยทีเดียว

และจุดสุดท้ายที่เราจะพาคุณผู้อ่านไปแนะนำในวัดแห่งนี้คือหอคอยแห่งสันติภาพ(หรือภาษาญี่ปุ่นคือ เฮวะ โนะ โท) ซึ่งเป็นสถานที่ที่คุณผู้อ่านสามารถมาบำเพ็ญตนด้วยการคัดลอกพระสูตร และฝึกอดอาหารได้ครับสวนนาริตะซังที่ช่วยให้จิตใจปลอดโปร่ง

เพียงลงมาข้างล่างจากตรงบริเวณหอคอยคุณผู้อ่านจะพบกับสวนธรรมชาติที่มีอาณาบริเวณกว้างขวาง โดยกว้างกว่าโตเกียวโดมถึง 3.5 เท่าด้วยกันเลยทีเดียวที่แห่งนี้คือสวนนาริตะซัง นั่นเองครับ

ปกติผู้เขียนชอบเดินเล่นพร้อมฟังเพลงจากมือถือไปพลาง แต่พอได้มาที่นี่ผู้เขียนเลือกจะเดินฟังเสียงนกเสียงสายลมภายในสวนดีกว่าเพื่อเป็นการเปิดรับธรรมชาติให้กับตัวเราบ้าง

อย่างที่คุณผู้อ่านคงได้เห็นกันไปแล้วว่าวัดนาริตะซังแห่งนี้กว้างขวางมากขนาดที่เราไม่อาจไปได้ทุกซอกทุกมุมของตัววัดภายในวันเดียว ทางเราจึงขอแนะนำสำหรับผู้ที่มาครั้งแรกให้เดินไปตามทางพลางดูโบสถ์อาคารเก่าแก่กันเป็นอันดับแรก คุณผู้อ่านสามารถเดินทางมาที่วัดแห่งนี้จากสนามบินนาริตะได้ค่อนข้างง่าย ดังนั้นคุณผู้อ่านคนไหนที่มาต่อเครื่องที่นี่และไม่ได้มีเวลามากขนาดจะเข้าไปในโตเกียวได้ก็ลองมาที่วัดแห่งนี้กันแทนได้ครับ

