วัดมัลละวัตตะ

Print

 

พระอุบาลีมหาเถระ ผู้สถาปนาอุบาลีวงศ์ในศรีลังกาพระธรรมทูตที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ ไทยในพ.ศ. 2295  ในแผ่นดินพระเจ้าอยู่หัวบรมโกษ แห่งกรุงศรีอยุธยา พระองค์ได้จัดส่งพระสงฆ์ไปให้บรรพชาอุปสมบทแก่กุลบุตรชาวศรีลังกา ตามคำขอร้องของพระเจ้ากีรติศิริราชสิงหะแห่งศรีลังกา  ซึ่งส่งราชทูตเข้ามาขอพระสงฆ์ไทยไปศรีลังกา คณะธรรมทูตไทยมีจำนวน 25  รูปประกอบด้วยพระสงฆ์ 18 รูป สามเณร  7 รูป โดยมีพระอุบาลีมหาเถระและพระอริยมุนีมหาเถระเป็นหัวหน้า ออกเดินทางโดยเรือกำปั่นฮอลันดาจากกรุงศรีอยุธยา เมื่อวันขึ้น 10 ค่ำ เดือนอ้าย พ.ศ. 2295 ถึงเมืองตรินโคมาลี อันเป็นเมืองท่าอยู่ทางตะวันออกเฉียงเหนือของเกาะลังกา เมื่อวันแรม 15 ค่ำ เดือน 6 โดยใช้เวลาเดินทางถึง 5 เดือน 4 วัน  ประวัติและผลงานของพระอุบาลีมหาเถระเป็นเรื่องที่อนุชนคนรุ่นหลังควรรับรู้ เพื่อเป็นการระลึกถึงความกล้าหาญของท่านที่ได้ข้ามน้ำข้ามทะเลไปยังศรีลังกา ดินแดนที่อยู่ห่างไกลจากมาตุภูมิ ซึ่งมีภูมิอากาศ อาหารการขบฉันแตกต่างจากที่เดิม แต่ท่านได้เดินทางไปเพื่อสืบต่อพระพุทธศาสนาในศรีลังกาให้กลับเจริญเช่นที่ เคยเป็นมา  ในกรุงศรีอยุธยา พระอุบาลีมหาเถระพำนักอยู่ที่วัดธรรมาราม ซึ่งเป็นวัดเล็ก ๆ มีอาณาเขตทิศเหนืออยู่ติดกับวัดท่าการ้อง ทิศใต้อยู่ติดกับวัดกษัตราธิราช ทิศตะวันออกอยู่ติดกับแม่น้ำเจ้าพระยา ทิศตะวันตกอยู่ติดกับถนนบางบาล  ตั้งอยู่ที่ ต.บ้านป้อม  อ.พระนครศรีอยุธยา จ.พระนครศรีอยุธยา เจ้าอาวาสรูปปัจจุบันคือพระอธิการประสาท เขมปญฺโญ  เมื่อท่านไปถึงศรีลังกาได้พำนักอยู่ที่วัดบุปผาราม ซึ่งปัจจุบันเรียกว่าวัดมัลวัตตะและเป็นวัดของสังฆนายก คณะสงฆ์นิกายสยามวงศ์ คณะมัลวัตตะ อยู่ตรงกันข้ามกับวัดพระเขี้ยวแก้ว ซึ่งมีทะเลสาบกั้นกลาง อยู่ในเมืองศิริวัฒนนคร ปัจจุบันคือเมืองแคนด ท่านได้ให้บรรพชาอุปสมบทแก่ชาวศรีลังกาเป็นพระภิกษุ 700 รูป เป็นสามเณร 3000 รูป ในระยะ 3 ปีที่ออกไปอยู่ในศรีลังกา คือ พ.ศ. 2295-2298  ท่านอยู่ในศรีลังกานั้น ไม่ใช่จะทำหน้าที่แต่การให้บรรพชาอุปสมบทแก่ชาวศรีลังกาอย่างเดียว แต่ได้ทำการสั่งสอนอบรมประชาชนทุกอย่างเท่าที่ท่านสามารถทำได้ เพื่อให้ชาวศรีลังกาดำเนินชีวิตถูกต้องตามหลักคำสอนของพระพุทธเจ้า และท่านยังเป็นผู้ฉลาดในอุบายเครื่องแนะนำอีกด้วย ซึ่งพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงพระราชนิพนธ์ไว้เมื่อครั้งเสด็จไปถึงเมืองแคนดี้ ตอนหนึ่งว่าเมื่อครั้งพระอุบาลีมหาเถระออกไปอยู่ศรีลังกานั้น ราษฎรชาวเมืองศิริวัฒนนคร นับถือพระพุทธศาสนากับศาสนาพราหมณ์ปนกันอยู่ เมื่อถึงฤดูนักขัตฤกษ์เป็นประเพณีเมือง ที่จะเชิญเทวรูปซึ่งนับถือตามลัทธิศาสนาพราหมณ์ออกแห่ปีละ 1 ครั้ง พระอุบาลีมหาเถระถวายพระพรพระเจ้ากีรติศิริราชสิงหะว่า พระพุทธศาสนาก็ประดิษฐานมั่นคงในศรีลังกา การแห่นั้นควรแห่ปูชนียวัตถุทางพระพุทธศาสนาด้วย พระเจ้ากีรติศิริราชสิงหะทรงพระราชดำริเห็นชอบด้วย จึงให้เชิญพระเจดีย์บรรจุพระบรมสารีริกธาตุ (พระเขี้ยวแก้ว) ขึ้นบนคชาธาร (ช้าง) นำหน้าไปในกระบวนแห่   ประเพณีอันนั้นยังมีมาตราบเท่าทุกวันนี้พระอุบาลีมหาเถระ รวมทั้งพระสงฆ์สามเณรที่ไปสืบต่อศาสนวงศ์เหล่านั้นเกิดป่วยไข้เพราะผิดอาหาร บ้าง ผิดอากาศบ้าง  เพราะว่าเมืองศิริวัฒนนครนั้นอยู่ในหุบเขา  สูงกว่าระดับน้ำทะเล 1602 ฟุต ปรากฏว่าพระสงฆ์มรณภาพเสีย 11 รูป รวมทั้งพระอุบาลีมหาเถระด้วย สามเณรมรณภาพ 2 รูป ในจำนวนพระสงฆ์ 18 รูปเหลือกลับมาตุภูมิเพียง 7 รูปเท่านั้น ในพ.ศ. 2298 พระเจ้าอยู่หัวบรมโกษได้ส่งพระสงฆ์ออกไปศรีลังกาอีก 1 ชุด เพื่อผลัดเปลี่ยนชุดแรก เพราะได้ให้สัญญากับพระสงฆ์ไว้ว่า จะให้อยู่เพียง 3 ปี พระธรรมทูตไทยชุดที่ 2 ประกอบด้วยพระราชาคณะ 2 รูป คือพระวิสุทธาจารย์และพระวรญาณมุนี กับพระสงฆ์อันดับ 20 รูปและสามเณร 20 รูป รวม 42  รูป  ออกเดินทางเมื่อวันแรม 10  ค่ำ  เดือน 11 พ.ศ. 2298 แต่เรือไปเกยหินโสโครก แล้วถูกคลื่นกระแทกเสียในทะเลระหว่างเกาะลังกากับอินเดีย ทำให้พระสงฆ์มรณภาพไป 4 รูป สามเณร 2 รูป ประสบความลำบากแสนสาหัส   กว่าจะเดินทางไปถึงเมืองศิริวัฒนนครคือเมืองแคนดี้ แต่ขณะที่พระสงฆ์คณะนี้กำลังเดินทางอยู่ในเกาะลังกานั้น  พระอุบาลีมหาเถระก็มรณภาพเสียแล้วในศรีลังกานั่นเอง  พระอุบาลีมหาเถระได้รับการยกย่องนับถือจากชาวศรีลังกามาก เนื่องจากผลงานหลายประการที่ท่านได้ทำไว้ให้แก่ชาวศรีลังกานี้เอง และท่านยังได้มรณภาพในประเทศศรีลังกาเพราะการปฏิบัติกิจพระศาสนา ถ้าจะเปรียบเหมือนนักรบแล้ว ท่านก็เป็นนักรบที่ตายในสมรภูมิโดยแท้ ผู้ที่เตรียมตัวเป็นพระธรรมทูตควรศึกษาปฏิปทาของท่านไว้ เพื่อจะได้เข้าถึงเจตนารมณ์ของการเป็นพระธรรมทูตที่แท้จริง บริขารและสิ่งของที่ท่านเคยใช้สอยที่ยังเหลืออยู่ ชาวศรีลังกาก็ถือว่าเป็นสิ่งที่ควรเคารพเช่นกันและได้เก็บรักษาไว้จนทุก วันนี้ ศพของท่านได้เผาที่วัดกิตติเก ซึ่งปัจจุบันได้ก่ออิฐล้อมสถานที่เผาศพท่านไว้ ส่วนอัฐิของท่านถูกบรรจุไว้ที่เจดีย์บนยอดเขาใกล้วัดอัสคีริยะ  วัดธรรมารามเป็นวัดโบราณที่ขึ้นทะเบียนเป็นโบราณสถาน   อยู่ภายใต้การอนุรักษ์ของกรมศิลปากร  ตั้งอยู่ที่ อ. บ้านป้อม จ.อยุธยา  ติดกับแม่น้ำเจ้าพระยา ตรงข้ามกับเจดีย์ศรีสุริโยทัย  มีพื้นที่ 25 ไร่ จึงนับว่าเป็นวัดที่ไม่ใหญ่นัก  เหตุที่วัดนี้ได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นโบราณสถานที่กรมศิลป์อนุรักษ์  เพราะมีอาคารเก่าซึ่งในสมัยพระเจ้าอยู่หัวบรมโกศแห่งกรุงศรีอยุธยาเคยเป็น ที่อยู่ของพระอุบาลีมหาเถระ สังฆราชาฝ่ายวิปัสสนาธุระ   และมีจิตรกรรมฝาผนังที่ยังคงสภาพเดิม ของอยุธยาที่ชี้ให้เห็นถึงความสัมพันธ์อันแน่นแฟ้นระหว่างสยามประเทศและเกาะ ลังกา  เป็นภาพของกลุ่มคณะทูตชาวสิงหล กำลังเข้าพบคณะสงฆ์ ของสยามประเทศ ในครั้งที่ประเทศลังกาตกเป็นอาณานิคมของโปรตุเกส  ดัชท์และอังกฤษนั้นศาสนาพุทธได้ถูกทำลายล้างเป็นเวลาหลายร้อยปีจนในที่สุด ไม่มีพระภิกษุเหลือ อยู่อีกเลย  พระเจ้าอยู่หัวบรมโกศได้ส่งคณะสงฆ์ของสยามนำโดยพระอุบาลีและพระอริยวงศ์เดิน ทางไปบวชให้ชายชาวสิงหล  โดยใช้เวลาอยู่ในประเทศศรีลังกา นานพอที่จะบวชพระสงฆ์ ได้หลายพันรูปและตั้งพระอุปัชฌาย์ชาวศรีลังกาเพื่อบวชให้ชาวสิงหลด้วยกันเอง ได้แล้ว จึงค่อยเดินทางกลับแต่พระอุบาลีผู้เป็นหัวหน้าคณะ ก็มิได้มีโอกาสเดินทางกลับ สยามประเทศ  เนื่องจากอาพาธและมรณภาพที่ประเทศศรีลังกานั้นเอง  มีเพียงพระอริยวงศ์ที่กลับมายังสยามประเทศและมรณภาพ  โดยอัฐิของท่าน ได้รับการบรรจุไว้ที่องค์เจดีย์ประธานของวัดธรรมาราม วัดธรรมารามจึงเป็น โบราณสถานที่สำคัญยิ่งในทางประวัติศาสตร์ด้านความสัมพันธ์ ระหว่างประเทศ   รัฐบาลไทยนำหน่อของต้นพระศรีมหาโพธ์ที่พระนางสังฆมิตตานำมาปลูกไว้ที่ เมืองอนุราธปุระ  มาปลูกไว้ด้านข้างของเจดีย์เพื่อเป็นสัญญลักษณ์  ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศไทย-ศรีลังกา  และรัฐบาลศรีลังกาได้ให้ทุนในการบูรณะอาคารเก่าของพระอุบาลีที่อยู่ริมน้ำ ในวาระครบรอบ 250 ปีของความสัมพันธ์   พระสายสยามวงศ์จากศรีลังกา จะต้องเดินทางมากราบคารวะต่อพระอุบาลีและพระอริยวงศ์ ผู้เปรียบประดุจพ่อผู้ให้กำเนิดแก่พระทุกรูปของสยามวงศ์   พุทธศาสนา   จึงกลับมาตั้งมั่นได้อย่างมั่นคงอีกครั้ง ในศรีลังกา จากประวัติอันยาวนานของวัดธรรมาราม ประกอบกับความสำคัญที่เคยรุ่งโรจน์มาแล้วในอดีต จึงมีผู้สนใจใคร่จะอนุรักษ์วัดนี้ให้คงอยู่คู่กับชาติไทยต่อไป เพื่ออนุชนคนรุ่นหลัง จะได้มีโอกาส ศึกษาหาความรู้ยังเป็นอนุสรณ์สถานแด่พระอุบาลีมหาเถระและพระอริยมุนีมหาเถระ ผู้เพียรพยามหยั่งรากพระพุทธศาสนาให้ลึกลงในศรีลังกาประเทศอีกครั้งหนึ่ง  ทุกวันนี้ชาวลังกาที่นับถือ พุทธศาสนา เมื่อมีโอกาสมาประเทศไทยจะต้องหาเวลามาเยี่ยมวัดนี้เสมอ 250 ปีนิกายสยามวงศ์ สายสัมพันธ์เถรวาทไทย-ลังกาปีพุทธศักราช  2546 เป็นวาระครบรอบ 250 ปีแห่งการประดิษฐานพระพุทธศาสนานิกายสยามวงศ์ของศรีลังกาซึ่งเป็นนิกายที่ ได้รับการอุปสมบทจากคณะสงฆ์นำโดยพระอุบาลีมหาเถระ วัดธรรมารามแห่งกรุงศรีอยุธยานับเป็นปัจจัยสำคัญในการสร้างสัมพันธไมตรี ระหว่างไทย - ศรีลังกา จนถึงปัจจุบันประเทศไทยและศรีลังกามีความสัมพันธ์อย่างแน่นแฟ้นสืบเนื่องกัน มานานกว่า 700 ปีนับแต่แรกรับนับถือพระพุทธศาสนาเถรวาทอย่างลังกาวงศ์ในยุคกรุงสุโขทัยจน ถึงพุทธศตวรรษที่ 23 พระพุทธศาสนาเถรวาทในศรีลังกาประสบปัญหาสูญสิ้นสมณวงศ์ ไม่มีพระสงฆ์เพียงพอที่จะทำพิธีอุปสมบทกุลบุตรได้ แต่มีสามเณรผู้มีความรู้ทั้งภาษาบาลีและคัมภีร์ทางพระพุทธศาสนาอย่างแตกฉาน รูปหนึ่งนามว่า สามเณรสรณังการ ได้กราบทูลพระเจ้าแผ่นดินศรีลังกา ให้ส่งราชทูตมายังประเทศที่พระพุทธศาสนาเถรวาทอย่างลังกาวงศ์เจริญรุ่งเรือง พระเจ้าศรีวิชัย ราชสิงห์ ส่งคณะราชทูตมาถึงเมืองปัตตาเวียก็สิ้นรัชกาล พระเจ้ากีรติ ศรีราชสิงห์ พระมหากษัตริย์องค์ใหม่ได้ส่งคณะราชทูตอัญเชิญพระราชสาส์นและเครื่องราช บรรณาการมาถวายพระเจ้าอยู่หัวบรมโกศแห่งกรุงศรีอยุธยาเดินทางถึงปากน้ำเจ้า พระยา เมื่อวันที่ 14 พฤษภาคม 2294พระเจ้าอยู่หัวบรมโกศทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯให้จัดคณะสงฆ์ประกอบด้วยพระ อุบาลี มหาเถระจากวัดธรรมารามเป็นหัวหน้าคณะ อัญเชิญพระธรรมคัมภีร์ไปกับคณะราชทูตออกเดินทางสู่ศรีลังกาการเดินทางคราว แรกประสบเหตุขัดข้อง เรือเกยตื้นแต่ก็ได้ออกเดินทางไปอีกครั้ง ถึงเกาะลังกาในเดือนพฤษภาคมคณะสงฆ์สยามได้ประกอบพิธีอุปสมบทบรรพชาได้พระ ภิกษุ สามเณร รวมกว่า 3000 รูป การฟื้นฟูสมณวงศ์เป็นผลสำเร็จ พระพุทธศาสนาเถรวาทฝ่ายสยามนิกายได้ประดิษฐานนับแต่นั้นมาปัจจุบันมีวัดฝ่าย สยามวงศ์ในประเทศศรีลังกาถึง 5500 วัด ในจำนวนวัด 9000 วัดทั่วประเทศ เพื่อเป็นการเฉลิมฉลองในวาระครบรอบ 250 ปี ของการสืบต่อพระพุทธศาสนาในประเทศศรีลังกา รัฐบาลศรีลังกาได้เสนอให้การสนับสนุนงบประมาณเพื่อการบูรณะโบราณสถานในวัดธร รมารามที่จังหวัดพระนครศรีอยุธยาในส่วนที่เกี่ยวข้องกับพระอุบาลีมหาเถระ ได้แก่ หอพระไตรปิฎก และหอระฆัง โดยรัฐบาลศรีลังกากำหนดการเฉลิมฉลองไว้ในเบื้องต้นในเดือนพฤษภาคม 2546 วันที่ 22 พฤษภาคม 2545 ได้มีพิธีลงนามในบันทึกความเข้าใจ ระหว่างรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศของไทยและศรีลังกา เรื่องการบูรณะวัดธรรมาราม โดยรัฐบาลศรีลังกายินดีสนับสนุนเงินจำนวน 3,440,000 บาท สำหรับการบูรณะหอพระไตรปิฎกและหอระฆัง และรัฐบาลไทย โดยกรมศิลปากร จัดสรรเงินอีกจำนวน 1,000,000 บาท  เพื่อการสร้างเขื่อนป้องกันตลิ่งพังทลายวันที่ 31 สิงหาคม 2545 ได้มีพิธีเปิดโครงการบูรณะวัดธรรมาราม โดยมี นายปองพล อดิเรกสาร รองนายกรัฐมนตรีในขณะนั้น เป็นประธานฝ่ายไทย ฝ่ายศรีลังกามีรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพุทธศาสนาพระสังฆราช และผู้แทนระดับสูงทั้งฝ่ายสงฆ์และฝ่ายฆราวาสมาร่วมพิธี ทั้งนี้ กรมศิลปากรได้เริ่มดำเนินการบูรณะเมื่อวันที่ 21 สิงหาคม 2545 กำหนดงานแล้วเสร็จภายในเดือนเมษายน 2546 เพื่อให้ทันการเฉลิมฉลองในเดือนพฤษภาคม  2546    ในวาระอันสำคัญยิ่งนี้ รัฐบาลไทยและรัฐบาลศรีลังกา ได้ร่วมกันจัดกิจกรรมเฉลิมฉลอง 250 ปี พระพุทธศาสนานิกายสยามวงศ์ของศรีลังกา ประกอบด้วยพิธีการรับมอบระฆังจากศรีลังกา เมื่อวันที่ 14 พฤษภาคม ณ วัดธรรมารามจังหวัดพระนครศรีอยุธยา โดยมี นายสนธยา คุณปลื้มรมว.การท่องเที่ยวและกีฬา เป็นประธานฝ่ายไทยและนายราชจิต มานดูมา บานดารา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพัฒนาการท่องเที่ยว เป็นประธานฝ่ายศรีลังกานอกจากนั้นยังมีการจัดงานวันวิสาขบูชาใน 2 ประเทศ เมื่อวันที่ 15 พฤษภาคม 2546 ด้วยสายสัมพันธ์ของคณะสงฆ์และพุทธศาสนิกชนชาวไทยและศรีลังกา พระพุทธศาสนาเถรวาทลังกาวงศ์และสยามวงศ์จะเจริญยั่งยืนชั่วกาลนาน